Toto The Hero

ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน(Relations and Functions)

 

 

 

1.    ผลคูณคาร์ทีเชียน(Cartesian Product)

 

นิยาม   คูณคาร์ทีเชียน ของเซต A และ B คือ เซตคู่ลำดับ (a,b) ทั้งหมดโดยที่ a Î A  และ b Î B

 

2.  ความสัมพันธ์ (Relation) หมายถึง เซตของคู่ลำดับ

 

   2.1  ความสัมพันธ์จะมีขึ้นต้องมีเซตของคู่ลำดับ(Order Pairs) ก่อน

 

    2.2  คู่ลำดับจะเกิดขึ้นได้เมื่อมี A x B  หรือ B x A ซึ่งเป็นผลคูณ

 

                 คาร์ทีเชียน

3.  โดเมน และ เรนจ์ของความสัมพันธ์ (Domain and Range of Relations)

 

ถ้ากำหนด R เป็นความสัมพันธ์

 

โดเมนของ R : (Dr) คือ เซตของสมาชิกตัวหน้าของคู่ลำดับ

 

เรนจ์ ของ R : (Rr) คือ เซตของสมาชิกตัวหลังของคู่ลำดับ

 

4.  ฟังก์ชัน (Function)  คือ ความสัมพันธ์อย่างหนึ่งโดยที่คู่ลำดับใด ๆ จะมี

 

สมาชิกตัวหน้าซ้ำกันไม่ได้

 

5.  การตรวจสอบความสัมพันธ์ใดเป็นฟังก์ชันหรือไม่

 

1.    ลากเส้นขนานกับแกน y ตัดกราฟความสัมพันธ์ ได้ 1 จุดเป็นฟังก์ชัน

 

แต่ถ้าตัดกราฟเกิน 1 จุด ไม่เป็นฟังก์ชัน

 

2.    ตรวจสอบใช้หลักที่ว่า  กำหนดให้ (a , b) Î r และ (a , c) Îr ดังภาพ

 

a    --->    b

 

     ---->   c

 

                เราสามารถสรุปได้ว่า b = c ก็แสดงว่าความสัมพันธ์เป็นฟังก์ชัน

6.  ฟังก์ชันจาก A ไป B    ถ้ากำหนดให้ f เป็นฟังก์ชันจาก A ไป B

 

        มีเงื่อนไข Df  =  A

 

7.  ฟังก์ชัน 1 - 1 ( One - to - one function )

 

        เป็นฟังก์ชันแบบ 1 - 1  ก็ต่อเมื่อ สมาชิกในเรนจ์แต่ละตัวมีความสัมพันธ์

 

กับสมาชิกในโดเมนเพียงตัวเดียวเท่านั้น

 

การตรวจสอบว่าเป็นฟังก์ชัน แบบ 1-1 หรือไม่ โดย

 

1.    ลากเส้นขนานกับแนวแกน x ตัดกราฟฟังก์ชัน 1 จุด เป็นฟังก์ชัน 1-1

 

ถ้าตัดกราฟฟังก์ชันมากกว่า 1 จุด ไม่เป็นฟังก์ชัน 1-1

 

2.  ตรวจสอบใช้หลักที่ว่า  กำหนดให้ (a , c) Î f และ (b , c) Îf ดังภาพ

 

a ----> c      

 

b ----> c

 

        เราสามารถสรุปได้ว่า a = b ก็แสดงว่าความสัมพันธ์เป็นฟังก์ชันแบบ1-1

 

8.               ฟังก์ชันไปทั่วถึง(onto function)

 

ถ้า f เป็นฟังก์ชันจาก A ไป B         จะเรียก f  ว่าเป็นฟังก์ชันจาก A ไปทั่วถึง B  ก็ต่อเมื่อ Rf = B

 

9.  พีชคณิตของฟังก์ชัน คือ การนำฟังก์ชันมา บวก  ลบ  คูณ  และหารกัน 

 

     1. (f+g)(x)=f(x)+g(x)   , Df+g = Df ^ Dg

 

     2. (f-g)(x) =f(x)-g(x)   , Df-g = Df ^ Dg

 

     3. (f.g)(x)=f(x).g(x)   , Df.g = Df ^ Dg

 

     4. (f/g)(x)=f(x)/g(x)   , Df/g = Df ^ Dg – {x l g(x)= 0 }

10.  อินเวอร์สของฟังก์ชัน (f-1)

 

ถ้า r เป็นความสัมพันธ์จาก A ไป B อินเวอร์สของ r เขียนแทนด้วย r-1 ก็จะเป็นความสัมพันธ์จาก B ไป A

 

        r = {(x,y)    xÎA, yÎB }->r-1 = {(y,x)    (x,y)Îr }

       

การหาอินเวอร์สฟังก์ชัน(f-1)

 

(1)          ที่ใดมี x แทนด้วย y และที่ใดมี y แทนด้วย x

 

(2)          พยายามทำให้อยู่ในรูป y = f(x)

 

(3)          y ตัวนี้คือ f-1  นั่นเอง

 

กรณีเขียนเป็นรูปคู่อันดับ การหาอินเวอร์สฟังก์ชัน(f-1) ทำได้โดย

 

ถ้า f = {(a,1),(b,2),(c,3)}

 

ดังนั้น f-1 = {(1,a),(2,b),(3,c)}

 

11.ฟังก์ชันคอมโพสิท(composite function) เป็นการกระทำตั้งแต่ฟังก์ชัน

 

        2 ฟังก์ชันขึ้นไป โดยมีลักษณะเหมือนกับการนำฟังก์ชันนั้นมาเชื่อมกัน

 

        ให้ f เป็นฟังก์ชันจาก A ไป B

 

        ให้ g เป็นฟังก์ชันจาก B ไป C

 

        เราสามารถสร้างฟังก์ชันจาก A ไป C ได้โดยเขียนแทนด้วย

 

        gof(x) = gf(x)

 

        จะสร้าง gof(x) ได้ก็ต่อเมื่อ เรนจ์ของ f ต้องเป็นสับเซตของโดเมน g

 

                        

 

 

                                

 

 

 

Attachment: ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน.doc

Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help